0 Comments
ช่างโรยตัว

สารพัดปัญหาการทาสีที่ต้องปรึกษาช่างโรยตัวทาสีโดยเฉพาะ

หากว่ากล่าวถึงช่างโรยตัวทาสี หลายคนอาจจะคิดว่าพวกเขาเหล่านั้นชำนาญแค่การโรยตัวอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาเองก็ชำนาญการทาสีไม่แพ้กับช่างทาสีทั่วๆ ไปเลย ดังนั้นจะดีกว่าหรือไม่หากว่าใครที่ทดลองทาสีด้วยตัวเองแล้วพบว่าเรามีปัญหา ให้ลองไปปรึกษาช่างทาสีโรยตัวดังต่อไปนี้  และปัญหาการทาสีที่พบเจอเป็นประจำเป็นอย่างไรบ้างมาดูพร้อมๆ กันเลย ทาสีน้ำมันแล้วสีขาวอมเหลือง ปัญหาแรกที่พบได้บ่อยที่สุดก็คือการทาสีน้ำมันแล้วสีขาวอมเหลือง พบได้บ่อยกับการทาเนื้อไม้ ซึ่งบ้านไม้เก่ามักประสบกับปัญหานี้ โดยมากเกิดจากการประหยัดงบของเจ้าของบ้านที่ไปจ้างช่างทาสีโรยตัวที่ไม่มีความชำนาญ หรือบางคนประหยัดงบด้วยการทสีเอง สีก็จะเหลืองไปเรื่อยๆ เพราะว่าสาเหตุก็คือบริเวณที่ทาสีน้ำมันนั้นๆ ไม่โดนแสง โดยพื้นผิวใดที่โดนแสงบ่อยก็จะเหลืองช้ากว่าบริเวณที่มืด ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นคนที่ทาบริเวณมุมอับของบ้าน เป็นต้น หรืออีกสาเหตุได้แก่การที่สีทำปฏิกิริยากับแอมโมเนีย โดยเป็นการทำปฏิกิริยาแล้วเหลือง เช่นเวลาเรานำน้ำยาเช็ดกระจก หรือน้ำยาถูพื้นไปใช้งาน เป็นต้น โดยวิธีการแก้ไขนั้นทำได้ง่ายๆ ก็คือหากว่าเราทาสีขาวให้ทาบริเวณที่มีแสงมากพอ สีจะไม่เหลืองเร็วสักเท่าใดนัก ฟิล์มสีบวมหรือพอง ปัญหาข้อต่อไปได้แก่สีเกิดฟิล์มที่บวมหรือว่าพองนั่นเอง ปกติแล้วการทาสีบนผิวที่ร้อน เช่นกลางแดด จะทำให้มีน้ำซึมไปในปูนเวลาที่เจอความร้อน และเกิดเป็นไอน้ำ จึงดันให้ฟิล์มพองเป็นเม็ดเลยก็ว่าได้ และหากว่าไปสัมผัสกับอากาศที่ชื้นสูง ก็ยิ่งทำให้มีความชื้นและเกิดเป็นฟิล์มบวมพองนั่นเอง ดังนั้นวิธีแก้ไขที่ง่ายที่สุดได้แก่การ ใช้เกรียงขุดลอกสีที่พองออก หรือบางคนจะทำระบบสำหรับกันซึมก่อนลงสีก็ได้ ด้วยการทาสีรองพื้นปูนแบบคุณภาพสูง ฟิล์มสีติดกัน สำหรับพื้นผิวที่ทาใหม่เช่นประตูกับผนังที่ทาแล้วสีไม่แห้ง หรือบางทีมีการทาทับเที่ยวสองที่เร็วเกินไป อาจจะทำให้สีติดกัน วิธีแก้ก็คือให้ขูดลอกฟิล์มที่เสียออก จากนั้นใช้กระดาษทรายขัดแล้วทาสีใหม่ หรือบางคนอยากให้สีสวยกว่าเดิม แนะนำเป็นการใช้สีน้ำมันเคลือบเงาที่มีประสิทธิภาพ ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมงเท่านี้ก็พอแล้ว และนี่ก็คือปัญหาการทาสีที่เกิดขึ้นได้ […]

0 Comments

สัญญาณใดที่บ่งบอกว่าถึงเวลาที่รถคุณต้องเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ได้แล้ว

การใช้รถไปนานวันเข้า อุปกรณ์ชิ้นส่วนและระบบของเหลวต่าง ๆ ในรถยนต์ก็จะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ซึ่งนั่นก็ทำให้การขับขี่มีความเสี่ยงมากขึ้น สภาพรถไม่พร้อมก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ กรณีที่มีประกัน ชั้น 1 ไว้คุ้มครองชดเชยในยามมีอุบัติเหตุนั้นก็ช่วยให้เบาใจได้ แต่ถ้าไม่มีประกันก็คงจะสร้างความหนักใจให้กับผู้ขับขี่ไม่น้อยเลยทีเดียว เกียร์รถยนต์นั้นเป็นอีกชิ้นส่วนหนึ่งของรถยนต์ที่มีความสำคัญมาก และการทำงานของเกียร์จะเกิดความสมดุลและราบเรียบตามต้องการ ส่วนหนึ่งก็มาจากน้ำมันเกียร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จะต้องมีการเปลี่ยนถ่ายเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เกียร์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่เมื่อไหร่ควรที่จะต้องเปลี่ยน หรือมีสัญญาณใดที่บ่งบอกกับเราได้ว่าถึงเวลาที่ควรจะเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ได้แล้ว มาดูกันเลย เกียร์มีอาการกระตุก เมื่อเข้าเกียร์ เมื่อคุณเข้าเกียร์รถ ไปที่เกียร์ D หรือจะเป็นเกียร์ R ก็ตาม แล้วเกียร์มีอาการกระตุกแบบสัมผัสได้ชัดเจน ตรงนี้ก็เป็นสัญญาณบอกแล้วว่า เกียร์เริ่มมีปัญหา ซึ่งปัญหาเกียร์ที่เกิดขึ้นนี้ส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดขึ้นจากน้ำมันเกียร์เสื่อมหรือมีการรั่ว ดังนั้น ควรรีบเช็กที่น้ำมันเกียร์ หากไม่มีจุดรั่วก็แนะนำให้เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ใหม่เลย ปัญหาเกียร์กระตุกก็จะหมดไป รถออกตัวช้า อีกหนึ่งปัญหาที่สะท้อนออกมาได้ว่าน้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพและถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนได้แล้ว ก็คือทำการเข้าเกียร์แล้วรถออกตัวช้าหรือไม่ยอมออกตัว บางครั้งน้ำมันเกียร์อาจไม่ได้เสื่อมสภาพ แต่เหลือในปริมาณที่น้อยก็ทำให้รถออกตัวหนืดขึ้นได้เช่นกัน ปัญหานี้ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นกับรถเก่า ถ้าเป็นรถมือสองผ่านการใช้งานมานาน ขับมาเกิน 100,000 กิโลเมตรขึ้นไปก็มีโอกาสที่จะพบกับปัญหาแบบนี้ได้ ถ้าเปลี่ยนน้ำมันเกียร์แล้ว อาการยังไม่หมดไป รถยังออกตัวช้าอยู่ ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีปัญหาเรื่องของชุดเกียร์เสื่อมมีอาการสึก ซึ่งตรงนี้จะเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะจะต้องเปลี่ยนชุดเกียร์ใหม่ จะไม่เปลี่ยนก็ไม่ได้เพราะจะส่งผลต่อการใช้รถ เสี่ยงต่ออุบัติเหตุด้วย ต่อให้มีประกันชั้น 1 […]